SLider section

หมูสะเต๊ะ

ภาค กลาง

  • recipe image cover

หมูสะเต๊ะ

ความเป็นมา

หมูสะเต๊ะ เป็นอาหารปิ้งย่างที่คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเนื้อสะเต๊ะ แต่ในประเทศไทยที่มีคนจีนมากและไม่นิยมกินเนื้อวัวจึงเปลี่ยนเป็นเนื้อหมู ส่วนผสมที่ใช้หมักเนื้อก็ยังมีลูกผักชี ยี่หร่า ขมิ้นหรือผงกะหรี่  และร้านขายหมูสะเต๊ะอร่อยๆ มักเป็นคนจีน หมูสะเต๊ะเป็นของว่างที่กินได้ตลอดวัน และนิยมสั่งกินก่อนอาหารมื้อหนัก

 

คุณค่าทางโภชนาการ

เนื้อหมูมีวิตามินบี 12 และอุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุต่างๆ มีโปรตีนที่ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้เต็มที่ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เนื้อสะเต๊ะจะอร่อยเมื่อมีมันหมูติดไปด้วยเล็กน้อย เพราะจะทำให้เนื้อนุ่มและไม่กระด้าง แต่ควรระวังไม่กินมันหมูมากเกินไปเพราะร่างกายอาจจะรับไขมันเกินความจำเป็น

 

ส่วนผสม

เนื้อหมูสันนอกหั่นเป็นชิ้นยาวกว้าง      1        กก.

กะทิ                                          1        ถ้วย

 

เครื่องสำหรับหมักหมู ลูกผักชีป่น 1 ช้อนโต๊ะ ยี่หร่าป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา  น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

หมักหมูและเสียบไม้พักไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นำหมูสะเต๊ะย่างไฟ ขณะย่างพรมกะทิไปด้วยเพื่อไม่ให้แห้ง พอสุกใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มและอาจาด

 

ส่วนผสมน้ำจิ้มและวิธีทำ กะทิ 3 ถ้วย น้ำพริกแกง ½ ถ้วย ถั่วลิงสงโขลกละเอียด 1/3 ถ้วย น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปึก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มมะขาม 2 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวกะทิให้พอแตกมัน ใส่น้ำพริกลงไปผัดจนหอม ใส่ถั่วลิสง น้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มมะขาม เคี่ยวต่อจนข้น ชิมรส


ส่วนผสมอาจาดและวิธีทำ
น้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วย น้ำตาลทราย ½ ถ้วย เกลือป่น 2 ช้อนชา แตงกวาผ่าสี่หั่น 2 ลูก หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าหั่นขวาง ½ เม็ด ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟ พอทุกอย่างละลายยกลง พักไว้ให้เย็น จัดแตงกวา หอมแดง พริกชี้ฟ้าใส่ชาม ราดน้ำอาจาด

ภาค ใต้

แกงเหลืองหน่อไม้ดองกับปลาอินทรี

ความเป็นมา แกงเหลืองก็คือแกงส้มของภาคกลาง แต่ใส่ขมิ้นจึงมีสีเหลืองและเรียกว่าแกงเหลือง เป็นแกงพื้นบ้านที่ทำง่ายๆ กินกันทั่วไป รสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน แกงเหลืองไม่นิยมรสหวาน และมีรสเผ็ดร้อนเข้มข้นกว่าแกงส้ม แกงนี้สามารถเปลี่ยนส่วนผสมไปตามพืชพรรณของแต่ละท้องที่และเรียกชื่อไปตามพืชผักและเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุง เมนูนี้ใช้หน่อไม้ดองที่มีรสเปรี้ยวตามธรรมชาติ รสหวานจากสับปะรด และไม่ทำให้เผ็ดเกินไป ใส่ปลาอินทรีที่ทางใต้มีอย่างอุดมสมบูรณ์   คุณค่าทางโภชนาการ แกงน้ำใสรสสุขภาพที่มีรสหวาน เปรี้ยว จากพืชผักธรรมชาติโดยแท้จริง รสชาติจึงสดชื่นทั้งส้มมะขามและสับปะรดล้วนมีวิตาซีที่ช้วยป้องกันหวัดมีกากใยที่ช่วยป้องกันท้องผูก จานนี้ยังรสเผ็ดของพริกที่ช่วยแก้หวัดคัดจมูกได้อย่างดี และพริกยังมีสารไบโอเฟลโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชั่น ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้   ส่วนผสม พริกแกง                               ½    ถ้วย หน่อไม้ดอง                           1     ถ้วย ปลาอินทรีหั่นชิ้นใหญ่           300 กรัม สับปะรดหั่นชิ้นบาง                100 กรัม น้ำปลา                                   2     ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก                       2     ช้อนโต๊ะ   ส่วนผสมพริกแกง พริกสด 20 เม็ด ขมิ้นยาว  1 นิ้ว กระเทียม 7 กลีบ  กะปิ  1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา ตำทุกอย่างรวมกันให้ละเอียด    


เพิ่มเติม

ภาค กลาง

สุกียากี้แห้ง

    ความเป็นมา สุกียากี้ เป็นภาษาญี่ปุ่นหมายถึงการย่างในกระทะร้อน แต่สุกียากี้ที่บ้านเรากินกันได้รับอิทธิพลมาจากจีนเพราะส่วนผสมหลักของน้ำจิ้มที่มีสีแดงทำมาจากเต้าหู้ยี้ วิธีรับประทานจะลวกเนื้อสัตว์ ผักต่างๆ ในน้ำซุปร้อนๆ และนิยมกินกันเป็นกลุ่มหลายคน  อีกทั้งสามารถดัดแปลงเป็นอาหารจานเดียวได้โดยผัดส่วนผสมอย่างวุ้นเส้น เนื้อสัตว์ ผัก แล้วใส่น้ำจิ้ม ไข่ เป็นสุกียากี้แห้ง ที่สามารถสั่งได้ในร้านอาหารตามสั่ง   คุณค่าทางโภชนาการ สุกียากี้มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์อย่างเช่นเนื้อหมู เนื้อวัว หรือซีฟู้ดต่างๆ ซึ่งจะให้โปรตีนที่สำคัญ ผักต่างๆ ที่นิยมใส่ เช่น ผักกาดขาว ผักบุ้ง มีวิตามิน เกลือแร่ และกากใย ส่วนผสมน้ำจิ้มซึ่งมีเต้าหู้ยี้เป็นส่วนผสมหลักทำจากถั่วเหลืองหมักอุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง และบำรุงโลหิต จานนี้อาจจัดเป็นอาหารครบ 5 หมู่จานหนึ่ง   ส่วนผสมน้ำจิ้ม เต้าหู้ยี้ 1 ก้อน กระเทียมดองสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ พร้อมน้ำกระเทียมดอง น้ำตาลปึก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ งาขาวบด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้งคั่วหั่น 2 เม็ด  น้ำเปล่า2 ช้อนโต๊ะ  ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน เตรียมไว้   ส่วนผสม วุ้นเส้นแช่น้ำจนนิ่ม                         80      กรัม เนื้อหมู/เนื้อวัวหั่นบาง                50      กรัม เนื้อไก่                                         50      กรัม กุ้ง / ปลาหมึก ประมาณ             50      กรัม ผักกาดขาวหั่น                             50      กรัม ผักบุ้งหั่น                                     50      กรัม ขึ้นฉ่ายหั่น                                   20      กรัม ไข่                                                2        ฟอง น้ำจิ้มสุกียากี้ประมาณ                  ½       ถ้วย น้ำมันสำหรับผัด                            2        ช้อนโต๊ะ กระเทียมบุบ                                  2        กลีบ วิธีทำ หมักเนื้อสัตว์ ซีฟู้ดกับเกลือ พริกไทย ซีอิ๊ว และไข่ 1 ฟอง คลุกให้เข้ากันไว้สักครู่ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน เจียวกระเทียมพอหอม ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดพอสุก ใส่วุ้นเส้น ผักทั้งหมดที่เตรียมไว้ ใส่น้ำเล็กน้อย ใส่น้ำจิ้มสุกียากี้ ผัดทั้งหมดรวมกัน ตอกไข่ใส่ ผัดเร็วๆ ตักขึ้นใส่จาน รับประทานร้อนๆ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มสุกียากี้ตามชอบ    


เพิ่มเติม

ภาค อีสาน

ไส้กรอกอีสาน

ความเป็นมา ไส้กรอกอีสาน เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอีสาน มีรสชาติที่กลมกล่อมจากส่วนผสมที่มีเอกลักษณ์ลงตัว เป็นภูมิปัญญาโบราณ ที่ใช้ในการถนอมอาหารจากเนื้อสัตว์ที่มีมานานและเป็นวิธีการหมักบ่มให้มีรสเปรี้ยวด้วยข้าวสุกที่เหลือจากการรับประทานในแต่ละวันอีกด้วย   คุณค่าทางโภชนาการ ไส้กรอกมีเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีน นอกจากนั้นยังมี ตะไคร้ ช่วยแก้และบรรเทาอาการหวัด อาการไอกระเทียมไทยช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย   ส่วนผสม ไส้หมู                                 1        กิโลกรัม หมูสับเนื้อส่วนสะโพก       1        กิโลกรัม มันหมูสับ                          ½       กิโลกรัม ตะไคร้บด                         2        ช้อนโต๊ะ เกลือ                               2        ช้อนโต๊ะ น้ำตาล                            1        ช้อนโต๊ะ พริกไทยขาวบด              2        ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำบด                2        ช้อนโต๊ะ ข้าวสวยสุก                      1        ถ้วย   วิธีทำ ล้างไส้หมูให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นผสมเนื้อหมู มันหมู ข้าวสวยสุก ตะไคร้เข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลพริกไทยขาว พริกไทยดำ นำไปใส่ลงในไส้หมูที่เตรียมไว้ ใช้ด้าน หรือเชือกมัดให้เป็นข้อๆ หมักทิ้งไว้ในตู้เย็น 1 คืน จากนั้นนำมาผึ่งลมไว้อีก 2 – 3 วัน ก่อนจะนำมาปิ้งหรือทอดจนสุก กินคู่กับขิงดองและกะหล่ำปลีสด


เพิ่มเติม

close[x]
Questionnaire